Cooling Technology สำหรับ Data Center: ทำอย่างไรให้ระบบเสถียร ประหยัดพลังงาน และพร้อมรองรับอนาคต
ในยุคที่ระบบดิจิทัลกลายเป็นหัวใจธุรกิจ “ความเย็น” ของศูนย์ข้อมูลไม่ใช่เรื่องรองอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยหลักที่กระทบทั้ง เสถียรภาพระบบ, ค่าไฟ, ความเสี่ยงการหยุดชะงัก, และความสามารถในการขยายงานในอนาคต
ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่า ภาระพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย IEA คาดว่าการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะเพิ่มเป็นราว 945 TWh ในปี 2030 และในองค์ประกอบการเติบโตดังกล่าว มีส่วนของ “โครงสร้างพื้นฐาน (รวมระบบทำความเย็นและระบบประกอบ)” อยู่ในสัดส่วนสำคัญด้วย
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ IEA ยังประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์มีแนวโน้ม มากกว่าสองเท่าภายในปี 2030
ดังนั้น การวางกลยุทธ์ Cooling Technology ที่ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ คือการลดความเสี่ยงเชิงธุรกิจในวันข้างหน้า

ทำไม Cooling Technology จึงเป็นเรื่อง “เชิงธุรกิจ” ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องปรับอากาศ
- ลดความเสี่ยง Downtime
อุณหภูมิ/ความชื้นที่ไม่เหมาะสมเพิ่มโอกาสเกิดปัญหากับอุปกรณ์สำคัญ - ลดต้นทุนพลังงานระยะยาว
ระบบทำความเย็นมักเป็นสัดส่วนพลังงานหลักของศูนย์ข้อมูล - รองรับโหลดหนาแน่นยุค AI และงานประมวลผลหนัก
เมื่อ Rack Density สูงขึ้น ระบบเดิมอาจไม่เพียงพอ - รองรับมาตรฐานและการวัดผลได้จริง
ต้องมีตัวชี้วัดชัด เช่น PUE และตัวชี้วัดการปฏิบัติการอื่น ๆ
องค์ประกอบหลักของ Cooling Technology ที่องค์กรควรรู้
1) Airflow Management: แยกทางลมเย็น–ลมร้อนให้ชัด
หลักการพื้นฐานที่ได้ผลจริง คือทำให้ลมเย็นเข้าอุปกรณ์ และลมร้อนกลับไปยังชุดทำความเย็นโดย ไม่ปะปนกัน ซึ่ง DOE ระบุชัดว่าแนวคิดการจัดการอากาศในดาต้าเซ็นเตอร์คือการลดการผสมกันของลมร้อน/ลมเย็นเพื่อประสิทธิภาพพลังงานและการควบคุมอุณหภูมิที่ดีขึ้น
แนวทางที่ใช้กันมาก:
- Hot Aisle / Cold Aisle Layout
- Aisle Containment
- In-Row / In-Rack Cooling
Energy Star ก็ย้ำว่า 3 วิธีนี้เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนในดาต้าเซ็นเตอร์
2) กำหนดสภาวะแวดล้อมตามแนวทางมาตรฐาน
การตั้งค่าอุณหภูมิ/ความชื้นไม่ควรอิงความรู้สึก แต่ควรอ้างอิงแนวทางสากล (เช่น ASHRAE ตามประเภทอุปกรณ์และคลาสการใช้งาน) โดย DOE แนะนำให้เริ่มจากกรอบสภาวะแวดล้อมมาตรฐานของ ASHRAE/NEBS เพื่อออกแบบระบบทำความเย็นอย่างถูกหลักตั้งแต่ต้น
3) เลือกเทคโนโลยีทำความเย็นให้ตรงกับโหลดจริง
จากผลสำรวจผู้ปฏิบัติการดาต้าเซ็นเตอร์ของ Uptime Institute ปี 2025
- ระบบที่ยังใช้มากคือ Perimeter Air Cooling (75%)
- Direct Liquid Cooling (DLC) มีการใช้งานแล้ว แต่ยังค่อยเป็นค่อยไป (22%)
- อุปสรรคสำคัญของ DLC คือเรื่องมาตรฐานระบบและต้นทุน
นั่นหมายความว่า สำหรับหลายองค์กร แนวทางที่เหมาะสมอาจไม่ใช่ “เปลี่ยนทั้งระบบทันที” แต่เป็นการวางแผนแบบไฮบริด:
- ปรับปรุง Air Cooling และ Airflow ให้เต็มศักยภาพก่อน
- ค่อยวางโซน Rack หนาแน่นสูงที่เหมาะกับ Liquid Cooling
4) วัดผลอย่างเป็นระบบด้วย PUE (และอ่านค่าให้ถูก)
มาตรฐาน ISO/IEC 30134-2:2026 กำหนดการวัด PUE เพื่อใช้เป็น KPI ด้านประสิทธิภาพพลังงานดาต้าเซ็นเตอร์ และให้แนวทางการวัด/รายงานที่เป็นระบบมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม Uptime Institute เตือนว่า PUE ไม่ได้สะท้อนทุกมิติ เช่น ไม่ได้วัดประสิทธิภาพฝั่ง IT โดยตรงทั้งหมด และมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นในบริบทดาต้าเซ็นเตอร์ความหนาแน่นสูง/ลิควิดคูลลิง นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 1.56 ซึ่งสะท้อนว่าการยกระดับประสิทธิภาพยังต้องทำแบบเป็นขั้นตอน
Roadmap แนะนำสำหรับองค์กรที่อยากเริ่มต้นอย่างถูกต้อง
ระยะที่ 1: Assessment
- ตรวจสภาพห้องจริง (Airflow, จุดร้อน, ภาระโหลด, ความพร้อมไฟฟ้า)
- เก็บค่าอุณหภูมิ/ความชื้นและโปรไฟล์โหลดรายช่วงเวลา
- ตรวจการจัดวาง Rack และทางเดินลม
ระยะที่ 2: Quick Wins
- ปิดช่องว่างด้วย Blanking Panel
- ปรับทิศทางลมและอุปกรณ์กั้นทางลม
- ปรับ Setpoint ตามเงื่อนไขอุปกรณ์และความปลอดภัย
ระยะที่ 3: Optimization
- ออกแบบ Containment และแผน In-Row / Close-Coupled
- ปรับปรุงระบบ Monitoring และ Alarm
- ตั้ง KPI พลังงานและ KPI ความเสี่ยง (เช่น Thermal Risk)
ระยะที่ 4: Future-Ready Upgrade
- วางแผนรองรับ Rack Density สูง
- ออกแบบโซน Liquid Cooling เฉพาะจุดที่จำเป็น
- เชื่อมโยงข้อมูลกับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity)
ให้ทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมิน Cooling Technology ของศูนย์ข้อมูลคุณ
หากองค์กรของคุณต้องการยกระดับความเสถียร ลดความเสี่ยง และวางแผนโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเติบโตในอนาคต
DataComm Asia พร้อมให้คำปรึกษาและสำรวจหน้างาน
- โทรศัพท์: 02-001-4870, 088-788-7905
- อีเมล: info@datacomm-asia.com